วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เกือบ 80% ของแอพพลิเคชั่นฟรี 50 อันดับใน Google Play มีเวอร์ชั่นปลอมแอบแฝง

เกือบ 80% ของ 50 อันดับใน Google Play มีเวอร์ชั่นปลอมแอบแฝง
           เสี่ยงต่อการโจรกรรมข้อมูล การแพร่กระจายของไวรัสบนอุปกรณ์พกพา และความเสียหายทางธุรกรรมการเงินเทรนด์ไมโครนำเสนอ Dr. Safety ฟรีโมบายแอพฯ ช่วยค้นหาแอพฯ ปลอม พร้อมปกป้องอุปกรณ์อย่างครบวงจร
ในขณะที่จำนวนผู้ใช้อุปกรณ์พกพาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำนวนแอพฯปลอมก็มีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ จากผลสำรวจของเทรนด์ไมโครเกี่ยวกับแอพฯฟรีจาก 50 อันดับสูงสุดใน Google Play พบว่าเกือบ 80% มีแอพฯเวอร์ชั่นปลอมที่พัฒนาโดยบริษัทอื่น และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ 100% ของแอพฯ ในหมวดหมู่วิดเจ็ต, สื่อและวิดีโอ และการเงิน มีเวอร์ชั่นปลอม เพื่อปกป้องอุปกรณ์พกพาให้รอดพ้นจากภัยคุกคามเหล่านี้ เทรนด์ไมโครจึงแนะนำให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพฯจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และใช้แอพฯรักษาความปลอดภัยที่มีชื่อเสียงสำหรับอุปกรณ์พกพา เช่น Trend Micro Dr. Safety เพื่อปกป้องอุปกรณ์พกพา
ตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนเมษายนนี้ มีแอพฯปลอมจำนวน 59,185 รายการจากทั้งหมด 890,482 รายการ พบว่าเป็นแอดแวร์ที่รุนแรง ส่วนอีก 394,263 รายการเป็นมัลแวร์ และในบรรดาแอพฯปลอมทั้งหมด 50% เป็นโปรแกรมอันตราย ขณะเดียวกัน มีแอพฯ ปลอมสองประเภทหลักๆ ประเภทแรกคือ แอพฯลวง โดยที่พบเห็นได้มากที่สุดก็คือ แอพฯป้องกันไวรัส เช่น Virus Shield ที่อ้างว่าจัดหาการสแกนแบบเรียลไทม์ และการปกป้องข้อมูลส่วนตัว ในราคาเพียง 3.99 ดอลลาร์บน Google Play แอพฯนี้ได้รับการจัดอันดับมากถึง 4.7 ดาว หลังจากที่ถูกดาวน์โหลดมากกว่า 10,000 ครั้งภายในสัปดาห์เดียวหลังจากเปิดตัว แต่ท้ายที่สุดมีการตรวจพบว่าแอพฯนี้เป็นแอพฯปลอมและไม่ได้ช่วยปกป้องอะไรเลยแม้แต่น้อย นักวิจัยชี้ว่าการดาวน์โหลดส่วนใหญ่ดำเนินการโดยคอมพิวเตอร์บ็อตเน็ต อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้หลายพันรายถูกหลอกลวงจนเกิดความเสียหายทางการเงิน ก่อนที่ Google Play จะถอนแอพฯนี้ออกไป
แอพฯปลอมอีกประเภทหนึ่งคือ แอพฯรีแพ็คเกจ ซึ่งเป็นการรีแพ็คเกจแอพฯยอดนิยม และระบุว่าเป็นแอพฯต้นฉบับเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้ดาวน์โหลด นอกจากนี้ แอพฯรีแพ็คเกจบางแอพฯเป็น แอพฯโทรจัน ซึ่งประกอบด้วยลักษณะการทำงานที่เป็นอันตราย และกลายเป็นเครื่องมือมาตรฐานสำหรับการโจมตีทางไซเบอร์ ทั้งนี้ เกม แอพฯการเงิน และแอพฯรับส่งข้อความ มักจะตกเป็นเป้าหมายของแอพฯรีแพ็คเกจ
แอพฯ เกมยอดนิยม
Flappy Bird เป็นหนึ่งในแอพฯเกมที่ฮอตฮิตที่สุดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 มีการดาวน์โหลดกว่า 50 ล้านครั้งก่อนที่ผู้พัฒนาจะเพิกถอนแอพฯนี้ออกไปอย่างฉับพลัน การเพิกถอนดังกล่าวส่งผลให้เกิดความสนใจอย่างกว้างขวางในระบบออนไลน์ และกระตุ้นให้อาชญากรไซเบอร์สร้างเวอร์ชั่นโทรจันสำหรับแอพฯนี้ขึ้นมา หนึ่งในเวอร์ชั่นโทรจันขอให้ผู้ใช้อนุญาตให้มีการส่งข้อความ ซึ่งอาจทำให้บิลค่าโทรศัพท์ของผู้ใช้พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ
แอพฯ พลิเคชั่นทางการเงิน
แอพฯ โทรจันสำหรับบริการทางการเงิน มักจะแทนที่แอพฯ ธนาคารที่มีชื่อเสียงติดตั้งจาก Google Play ด้วยเวอร์ชั่นโทรจันที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยให้อาชญากรสามารถเริ่มการโจมตีแบบฟิชชิ่งต่อผู้ใช้ ด้วยการขโมยข้อมูลทางการเงินของเหยื่อ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
แอพฯ รับส่งข้อความ
กรณีที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดสำหรับการส่งข้อความ Instant-Messaging ของแอพฯโทรจัน ก็คือ เวอร์ชั่นปลอมของ BlackBerry® Messenger (BBM) ก่อนที่ BlackBerry จะนำแอพฯ นี้ออกเผยแพร่บน Google Play มีการปล่อยเวอร์ชั่นโทรจันของ BBM ให้แก่ผู้ใช้ทั่วไป โดยอาศัยการที่ผู้ใช้คาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัว BBM for Android แอพฯ รีแพ็คเกจนี้ถูกดาวน์โหลดมากกว่า 100,000 ครั้ง อย่างไรก็ตาม แอพฯ ดังกล่าวได้แสดงพฤติกรรมของแอดแวร์ที่รุกล้ำอย่างมาก และต่อมา Google Play ได้ถอนแอพฯ นี้ออกไป
หน้าดาวน์โหลดบน Google Play สำหรับ BBM for Android เวอร์ชั่นปลอม
แอพฯ ปลอมจำนวนมากประกอบด้วยมัลแวร์ เทอเรนซ์ ตัง ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกของเทรนด์ไมโคร กล่าว แอพฯ เหล่านี้อาจทำให้ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล และก่อให้เกิดความเสียหายทางการเงิน ด้วยเหตุนี้จึงขอแนะนำให้ดาวน์โหลดแอพฯ จากแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ และติดตั้งแอพฯ รักษาความปลอดภัยที่มีชื่อเสียงเพื่อปกป้องอุปกรณ์พกพาของคุณ เทรนด์ไมโครนำเสนอแอพฯ รักษาความปลอดภัยฟรีบนอุปกรณ์พกพา Dr. Safety ซึ่งรองรับการปกป้องและการสแกนแบบอัตโนมัติ ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพฯ ที่มีความเสี่ยงอันตราย และยังคุ้มครองอุปกรณ์พกพาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด
สามารถดาวน์โหลด Dr. Safety ได้จาก 3 ช่องทาง ต่อไปนี้:
1. ค้นหา Dr. Safety บน Google Play
2. สแกน QR code ด้านขวามือนี้เพื่อดาวน์โหลด Dr. Safety ภายใน 3 วินาที
3. เยี่ยมชมแฟนเพจ Facebook ของเทรนด์ไมโคร และค้นหาแอพฯ Dr. Safety
สนับสนุนเนื้อหา: www.flashfly.net
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อดีตพนักงานปล่อยภาพ iPhone 6 ทิ้งทวนก่อนลาออก!!

อดีตพนักงานปล่อยภาพ iPhone 6 ทิ้งทวนก่อนลาออก!!
          มีการอัพเดทเกี่ยวกับภาพล่าสุดของ iPhone 6 ออกมาอีกแล้ว และครั้งนี้เป็นข่าวที่หลุดออกมาจากพนักงานของโรงงาน Foxconn เองชะด้วย เมื่อเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง www.tmz.com ได้นำเสนอข่าวพร้อมภาพของ iPhone 6 แบบอัพเดทที่สุด
โดยเจ้าของภาพอ้างว่าภาพดังกล่าวนั้นเป็นภาพที่ได้มาจากเพื่อนของตน ซึ่งเป็นอดีตพนักงานในแผนกฮาร์ดแวร์ ของโรงงาน Foxconn ในประเทศจีน ได้ลักลอบถ่ายออกมาก่อนที่จะลาออกจากโรงงานดังกล่าว
สำหรับภาพดังกล่าวนั้นมีลักษณะของตัวเครื่องใกล้เคียงกับภาพที่หลุดอยู่บนโลกออนไลน์ ภาพไอโฟน 6 ที่เห็นนั้นแสดงให้เห็นส่วนของตำแหน่งเซ็นเซอร์เหมือนจะมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย แม้ภาพที่เห็นนั้นจะไม่ชัดเจนก็ตาม
ซึ่งหากใครจะพอจำกัดได้เหล่าภาพหลุดของรุ่นพี่ในตระกูลไอโฟน หรือไอแพด ที่ทยอยกันหลุดออกมากันอย่างสนุกสนานตลอดช่วงเวลาก่อนการเปิดตัวจะมาถึงนั้นมักเป็นของจริงเสมอ
ต่อจากนี้คงต้องรอลุ้นกันดูว่าในวันเปิดตัว 9 กันยายนที่กำลังจะมาถึงนี้ ลักษณะของรุ่นใหม่นั้นจะเป็นอย่างไร แต่บทเรียนทีผ่านๆ มาบอกทีมงานว่า ภาพที่เห็นๆ มันของจริงชัดๆ
Source TMZ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วุ่น! ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รูปเซลฟี่ลิงกังดำ ?

วุ่น! ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รูปเซลฟี่ลิงกังดำ ?
          ปฏิเสธลบภาพลิงกังดำเซลฟี่ออกจากเว็บไซต์ หลังมีเจ้าของรูปภาพตัวจริงออกมาเปิดเผย และขอให้ลบภาพนี้ออกจากเว็บวิกิพีเดีย แต่ทางเว็บไซต์บอกลิขสิทธิ์รูปนี้เป็นของลิงกังดำ ไม่ใช่ของชายคนดังกล่าว
          เรื่องราววุ่นๆ เกิดขึ้นเมื่อ เดวิด สเลเตอร์ ช่างภาพชาวอังกฤษ ออกมาอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของภาพถ่ายเซลฟี่ลิงกังดำ และขอให้ทางเว็บไซต์วิกิพีเดียลบภาพนี้ออกจากการนำไปใช้ เนื่องจากเดวิดไม่ได้อนุญาตให้นำไปใช้ ซึ่งเดวิดกล่าวว่าเขาถ่ายรูปนี้ไว้เมื่อปี 2011 เมื่อครั้งที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศอินโดนีเซีย

          ทั้งด้านเว็บไซต์วิกิพีเดีย ออกมาโต้ตอบว่า ภาพเซลฟี่ภาพนี้เป็นลิขสิทธิ์ของลิงกังดำต่างหาก ไม่ใช่ของสเลเตอร์ตามที่กล่าวอ้าง เพราะตอนถ่ายรูปนิ้วมือของเขาไม่ได้เป็นคนกดชัตเตอร์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์รูปถ่ายนี้อย่างแน่นอน

          ด้านนายเดวิด สเลเตอร์ กล่าวกับสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งว่า อาชีพช่างภาพอย่างเขากว่าจะถ่ายรูปได้แต่ละรูปนั้นต้องใช้เวลา ทำให้แต่ละครั้งที่มีผู้นำภาพของเขาไปใช้พิมพ์บนเสื้อยืด ซึ่งทำให้สูญเสียรายได้ราว 10,000 ปอนด์ หรือราว 500,000 บาท 

          สถาบันกฏหมายแห่งหนึ่งในสหรัฐแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวนี้ไว้ว่า บางทีสเลเตอร์เป็นเจ้าของรูปถ่าย ภายใต้กฏหมายด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสเลเตอร์เป็นผู้นำภาพออกจากกล้องถ่ายรูป และเผยแพร่มัน ทำให้เขาเป็นศิลปินไม่ใช่ลิงอย่างที่เข้าใจ
สนับสนุนเนื้อหา: www.voicetv.co.th
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

5G เกาหลีใต้ การพัฒนาอย่างไร้ขอบเขต

 การพัฒนาอย่างไร้ขอบเขต
สหรัฐฯไม่ใช่เพียงประเทศเดียวเท่านั้น ที่พยายามพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อตอบรับกับการใช้งานของประชาชนในอนาคต เกาหลีใต้ ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่ได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี 5G คาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เกาหลีใต้จะเป็นประเทศแรกของโลก ที่มี 5G ใช้
เกาหลีใต้ ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก นอกจากว่าจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่างซัมซุง เป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆมาเนิ่นนาน รัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนางสาวพักกึนเฮ ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ ด้วยการประกาศให้เกาหลีใต้เป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก 

พร้อมกับมอบข่าวดีเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า ชาวเกาหลีใต้จะได้เริ่มใช้งาน 5G ในแบบทดลอง ก่อนที่ในปี 2563 จะมีการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในเชิงพาณิชย์ในปี 2563 ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามคาด เกาหลีใต้จะกลายเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีเครือข่าย 5G ไว้ให้บริการประชาชน

โดยหน่วยงานที่จะทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าว คือกระทรวงศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ที่ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 48,200 ล้านบาท พัฒนาเครือข่าย 3G ที่จะมีความเร็วกว่า เครือข่าย 4G ที่ใช้อยู่เดิมถึง 1,000 เท่า ด้วยความเร็วขนาดนี้ จะทำให้สามารถดาวน์โหลดไฟล์ขนาด 800 เมกะไบต์ ได้เพียง 1 วินาทีเท่านั้น 

ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า เทคโนโลยี 5G จะช่วยสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศอย่างมหาศาล จากกลุ่มอุตสาหกรรม และคนทั่วไปที่ต้องพึ่งพา 5G ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2563 - 2569 จะมีรายได้ที่เกิดจากเครือข่าย 5G มากถึง 310,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9 ล้าน 9 แสนล้านบาท โดยในตอนนี้ บริษัทด้านโทรคมนาคมของเกาหลีใต้ อย่าง SK Telecom และ Korea Telecom รวมถึง Samsung และ LG ก็ได้วางแผนล่วงหน้า เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ในอนาคตแล้ว

โดย Samsung ได้เริ่มต้นทดลอง 5G ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยความเร็วของอินเทอร์เน็ต 5G ของ Samsung นั้นอยู่ที่ 1.056 กิกะบิตต่อวินาทีเลยทีเดียว

ความก้าวหน้าดังกล่าว ได้ทำให้สหภาพยุโรป หรืออียู เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศสมาชิกมากขึ้น แม้ว่า ยุโรปจะมีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ในเรื่องของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น ยุโรปกลับเป็นรองเอเชียและสหรัฐฯ

โดยล่าสุด สหภาพยุโรปได้หารือกับทางการเกาหลีใต้ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบ 5G พร้อมกับหวังว่า เกาหลีใต้จะช่วยให้ชาติสมาชิกอียู มี 5G ใช้ ภายในปี 2563 เช่นเดียวกันกับเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า การพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอียูนั้น อาจจะยากกว่าในเกาหลีใต้ เพราะตอนนี้ ระบบ 4G ยังไม่ครอบคลุมตามเมืองใหญ่ ส่วนอินเทอร์เน็ต wi-fi ก็ยังไม่เสถียร ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าที่จะมีการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเรื่องนี้ ให้ทัดเทียมกับเกาหลีใต้ได้

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ: news.voicetv.co.th
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

iPhone 5 มือสอง การันตีโดย Apple มีวางขายในบ้านเราแล้ว

 การันตีโดย Apple มีวางขายในบ้านเราแล้ว
มาแล้วครับ iPhone 5 Pre-Owned Certified by Apple หรือแปลเป็นไทยก็คือ iPhone 5 มือสองยืนยันว่าเป็นเครื่องมือสองจริงๆ โดย Apple นั่นเอง
จากที่ก่อนหน้านี้ทาง Apple ได้มีการนำเอา iPhone 5 ที่ซ่อมหรือผ่านการ Refurbished ให้ดูเหมือนใหม่เอาไว้สำหรับเปลี่ยนให้ลูดค้าเวลเครื่องมีปัญหานั้น ตอนนี้เหมือนจะมีเครื่องเหลือเยอะ Apple เลยถือโอกาสซ่อมแล้วเอามาขายใหม่ซะเลย โดยเริ่มกลับมาวางขายใน eBay ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ (จากก่อนหน้านี้เคยขายมาแล้วรอบนึงและหมดไปแล้ว) และตอนนี้ก็มีศูนย์ในไทยเอาเข้ามาวางจำหน่ายแล้ว
ราคาในบ้านเราก็ถือว่าแพงอยู่เหมือนกัน เพราะตั้งราคาไว้ 18,900 บาท สำหรับรุ่นความจุ 16GB นะครับ
ถ้าลองเปิดดูใน eBay ซึ่งเป็นหน้าพิเศษจากโรงงานโดยตรง ราคาจะอยู่ราวๆ 14,500 บาท บวกค่าส่งอีก 1,300 บาท ก็น่าจะประมาณ 16,000 บาท (แต่อย่าลืมว่าอาจจะโดนภาษี สุดท้ายอาจจะพอๆ กับซื้อในไทยก็เป็นได้)
เท่าที่ลองไปสอบถามมา ของบ้านเรานั้นมีทั้งตู้ที่สั่งเมืองนอกมาขาย กับตัวแทนจำหน่ายของ Apple เอาเข้ามาเอง สังเกตุได้จากสติ๊กเกอร์ตราครุฑที่ติดมาหลังกล่องครับ
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
โดยคุณ:octopatr
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หลุดภาพ iPad Air 2 เครื่อง mock up มี Touch ID เครื่องบางกว่าเดิม

 เครื่อง mock up มี Touch ID เครื่องบางกว่าเดิม
อัพเดทข่าว iPad Air 2 โดยทีมงาน techmoblog ในวันนี้ เมื่อเว็บไซต์แห่งหนึ่งในประเทศจีน ได้เผยภาพ mock up ของ iPad Air 2 เปรียบเทียบกับ iPad Air รุ่นแรกให้ชมกัน ซึ่งเป็นภาพที่ค่อนข้างชัดเจน และเผยให้เห็นความแตกต่างกันหลายจุดเลยทีเดียวครับ
โดยจากภาพด้านบน จะเห็นได้ว่า iPad Air 2 นั้น แม้จะมีดีไซน์คล้ายกับ iPad Air แต่จะมีขนาดที่บางกว่าเล็กน้อย ส่วนตำแหน่งของกล้องด้านหลัง เลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม รวมไปถึงปุ่มควบคุมการทำงานด้านข้างตัวเครื่อง ที่มีการวางตำแหน่งที่ต่างไปจากเดิมครับ นอกจากนี้ ปุ่ม Home ยังเพิ่มเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หรือ Touch ID อีกด้วย
อย่างไรก็ดี ภาพดังกล่าว ยังไม่สามารถรับประกันได้ว่า iPad Air 2 จะมีหน้าตาเหมือนตัวเครื่อง mock up จริงหรือไม่ - redmondpie.com
iPad Air 2 ดีไซน์เดิม ปรับกล้องเป็น 8 ล้านพิกเซล
เว็บไซต์ 9to5mac เผยว่า แอปเปิล เตรียมเริ่มกระบวนการผลิต ipad air 2 แล้วภายในเดือนนี้ ดีไซน์เหมือนเดิม แต่อัพเกรดสเปคบางอย่างให้ล้ำยิ่งขึ้น
แม้ว่า iPad Air 2 จะมีขนาดหน้าจอ 9.7 นิ้ว แบบ Retina display ความละเอียด 2048 x 1536 เท่าเดิม แต่เปลี่ยนไปใช้ชิปเซ็ต Apple A8 ซึ่งจะเป็นชิปเดียวกับที่ใช้บน iPhone 6 ที่แรงขึ้น แต่กินพลังงานน้อยลง ส่วนกล้องด้านหลัง เพิมความละเอียดเป็น 8 ล้านพิกเซล (จากเดิม 5 ล้านพิกเซล) และกล้องด้านหน้า เพิ่มความละเอียดเป็น 1.5 ล้านพิกเซล (จากเดิม 1.2 ล้านพิกเซล)
ส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หรือ Touch ID นั้น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า จะมีให้ใช้บน iPad Air 2 หรือไม่ - 9to5mac.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com
Hitech Gallery

วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

“เม็ดบีท” กับสายชาร์จ iPhone ถนอมสายได้จริงหรือ?

 “เม็ดบีท” กับสายชาร์จ iPhone ถนอมสายได้จริงหรือ?
ช่วงนี้เดินไปไหนมาไหนจะเห็นว่ามีคนเอาเม็ดพลาสติกสีๆ มาคล้องครอบสายอุปกรณ์อย่างเช่น สาย USB ชาร์จของ iPhone หรือว่าสายหูฟัง Earpods ซึ่งช่วยให้มันมีสีสันแตกต่างจากคนอื่น แต่ว่าเริ่มมีกระแสออกมาว่ามันเป็นการช่วยถนอมให้สายมีอายุการใช้งานนานขึ้น แล้วความเป็นจริงแล้วมันเป็นแบบนั้นจริงๆ หรือ?

chun_li_8_bit

กระแส “เม็ดบีท” มาจากไหน?

เม็ดบีท (จริงๆ สะกดว่า Bead = บีด) เป็นลักษณะของเม็ดพลาสติกรูปทรงกระบอกขนาดจิ๋ว แรกๆ คนนิยมใช้สำหรับทำเป็นเครื่องประดับต่างๆ และเริ่มมีการดัดแปลงรูปทรงและวัสดุโดยการเอามาเรียงวางเป็นลักษณะของ Pixel Art (อารมณ์เหมือนภาพ 8 bit ยุคเกมฟามิคอม) แล้วใช้ความร้อนรีดให้พลาสติกละลายและติดเป็นเนื้อเดียวกัน
แต่แล้วช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เริ่มมีการดัดแปลงเอาเม็ดบีทมาร้อยครอบสาย USB ของ iPhone รวมไปถึงหูฟัง Earpods ให้มีสีสันสวยงามและดูเป็นแฟชั่น และในปัจจุบันกลายเป็นว่ากระแสการร้อยเม็ดบีทถูกโฆษณาโดยผู้ขายว่าเป็นการ “ถนอม” สาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่เลย
Screen

การหุ้มด้วยเม็ดบีทไม่ด้วยช่วยถนอมสายเลยแม้แต่น้อย

สาเหตุของการที่สาย USB ของ iPhone มักจะมีปัญหาเรื่องของการแตกชำรุดของปลอกหุ้มสายนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการหักงอหรือว่ากดทับ แต่จะเป็นเรื่องของอุณหภูมิสะสมซึ่งในการใช้งานนั้นบริเวณช่วงข้อต่อแจ็คกับ ตัวเครื่องจะเป็นจุดที่มีความร้อนมากที่สุดในการชาร์จ และเมื่อถูกความร้อนบ่อยๆ ก็มีโอกาสที่จะทำให้วัสดุหุ้มช่วงนั้นเสื่อมสภาพและแตกออกได้
เหตุที่ทำให้เกิดความร้อนสะสมที่สายเชื่อมต่อบริเวณนั้นก็คือ การเสียบเครื่องชาร์จและใช้งานไปด้วย เพราะจะมีกระแสไฟวิ่งเข้าอยู่ตลอดเวลา ยิ่งบางคนมีพฤติกรรมคือชาร์จแล้วนั่งเล่นเกมเป็นชั่วโมง ยิ่งเป็นการทำให้เกิดความร้อนจากการชาร์จเป็นเวลานาน นอกจากจะมีผลกับสายแล้วยังมีผลกับแบตเตอรี่ด้วย
ถ้าสังเกคว่านอกจากจุดที่ข้อต่อของสายชาร์จแล้ว จะไม่มีปัญหาเรื่องวัสดุหุ้มแตกจากการพับม้วนบิดงอเลย ดังนั้นการที่เอาเม็ดบีทมาร้อยหุ้มไว้เพื่อไม่ให้สายพันทับกัน จึงไม่ได้เป็นการช่วยถนอมสายเลยแม้แต่นิดเดียว
crash

การใส่เม็ดบีทมีผลทำให้ความร้อนสะสมบริเวณข้อต่อมากขึ้น?

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาทางเว็บ Whatphone.tv ได้ มีการนำเสนอบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าเม็ดบีทอาจจะมีส่วนทำให้เกิดความร้อนของสายชาร์จเพิ่มขึ้น เรื่องนี้มีการแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์และเกิดกระแสทั้งเห็นด้วยและต่อต้าน กัน แล้วความจริงแล้วเป็นอย่างไร จนต่อมาไม่นานเริ่มมีคนที่ใช้สายหุ้มด้วยเม็ดบีททำการแกะเม็ดออกปรากฎมีบางคนพบว่าสายช่วงข้อต่อนั้นละลายและแตกอยู่ดี
ส่วนตัวผมไม่ได้มีความรู้เรื่องทางด้านอิเลคทรอนิกส์หรือผลการสำรวจทดลองเรื่องนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่อธิบายได้แน่นอนว่า“เม็ดบีทไม่มีประโยชน์อะไรเลยกับสาย USB ของ iPhone นอกจากความสวยงามและแฟชั่นเท่านั้น” เพราะเม็ดพลาสติกไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานแบบนี้ อย่างที่เกริ่นไว้ตอนแรกว่าเม็ดบีทคือวัสดุสำหรับงานฝีมือที่สุดท้ายผู้ผลิต เม็ดพลาสติกเหล่านี้ได้พลิกแพลงดัดแปลงให้มาใช้ประดับสาย USB ได้ แถมเม็ดพลาสติกแบบนี้ไม่ทนความร้อนและพร้อมที่จะละลายเมื่อได้รับอุณหภูมิ ที่สูงอยู่แล้ว
แน่นอนว่าผู้ผลิตเหล่านั้นไม่ได้มีทฤษฎีหรือทดลองว่าเม็ดบีทเมื่อเอามาร้อยกับสายแล้วมันจะช่วยถนอมสาย สิ่งเหล่านี้เกิดจาก “อุปทาน” ของพ่อค้าแม่ค้าที่นำมาขายและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเท่านั้นเอง
bead-iphone

การใช้สาย USB ที่ใส่เม็ดบีทจะเป็นอันตรายกับเครื่องหรือไม่?

ไม่สามารถฟันธงได้ว่ามันจะเกิดอันตรายได้หรือไม่ เพราะอย่างที่บอกไม่เคยมีคนทดสอบหรือทำวิจัยเรื่องนี้ แต่ที่แน่ๆ คือหากวันนึงเกิดมีเหตุการณ์เครื่อง iPhone ชาร์จไฟแล้วระเบิด หรือสายเกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมา ทาง Apple จะไม่มีการรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้ว่าสายชาร์จนั้นจะเป็นของแท้ก็ตาม เพราะว่า “คุณได้ทำการดัดแปลงอุปกรณ์และใช้งานผิดจากการใช้งานปกติที่ Apple กำหนดไว้” ข้อนี้เป็น Policy ที่ทุกผลิตภัณฑ์มีเอกสารระบุข้อกำหนดการรับประกับนอาไว้ชัดเจนไว้ชัดเจนอยู่ ในกล่องของโทรศัพท์ทุกเครื่อง เพียงแค่ว่าคุณไม่เคยสนใจเปิดอ่านมันเท่านั้นเอง…

ต่อให้มันถนอมสายได้ แต่จะไปแคร์ทำไมในเมื่อของมีปัญหาก็สามารถเคลมเปลี่ยนใหม่ได้!

สำหรับ iPhone การรับประกันสินค้าจะอยู่ที่ 1 ปีตั้งแต่วันแรกที่เครื่องทำการ Activate กับระบบ และการรับประกันนั้นครอบคลุมถึงอุปกรณ์ทุกอย่างที่อยู่ในกล่อง ไม่ว่าจะเป็นอแดปเตอร์ชาร์จ, สาย USB และหูฟัง Earpods หาการใช้งานเกิดมีปัญหาจากการใช้งานตามปกติ และการที่สายหุ้มแตกนี่ก็อยู่ในการรับประกันด้วย คุณสามารถนำไปเคลมเปลี่ยนที่ร้านที่คุณซื้อมาได้ โดยร้านจะทำการเช็คเลข Serial เครื่องของคุณว่ายังอยู่ในประกันหรือไม่ ถ้ายังอยู่ในประกันก็สามารถเปลี่ยนให้คุณได้เลย
แต่ว่าการรับประกันนี้จะใช้ได้เฉพาะกับเครื่องที่ซื้อกับทาง Apple Store หรือตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการเท่านั้น (iStudio และ Operator ทุกเจ้า) บรรดาเครื่องหิ้วนั้นหมดสิทธิ์ เพราะกำหนดสิทธิ์การรับประกันของ Apple จะไม่เป็นแบบ World Wide และแน่ใจว่าไม่มีร้านตู้ไหนในไทยใจดีเปลี่ยนสายใหม่ให้คุณอย่างแน่นอน
Screen
สุดท้ายที่จะฝากทุกคนก็คือ ข้อสรุปที่ว่าเม็ดบีทเป็นอันตรายทำให้สายพังหรือเปล่า แต่ที่ยืนยันได้อย่างแน่นอนก็คือ “มันไม่ได้ช่วยทำให้ถนอมรักษาให้สายมีอายุการใช้งานนานขึ้น” อย่างแน่นอน เพราะการเอาเม็ดบีทมาใส่นั้น มันเป็นเพียงแค่งานฝีมือ (Handicraft) เท่านั้น ไม่ได้มีการคิดค้นหรือพัฒนามาเพื่อแก้ปัญหาสายหุ้มแตกแต่อย่างใด
ถ้าคุณคิดว่าทำเพื่อแฟชั่นหรือความสวยงาม อันนี้เป็นความพึงพอใจของคุณเองซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่ถ้าคุณคิดว่าทำไปเพราะว่าอยากให้สายมันมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น คุณโดนหลอกแล้วล่ะ!
สนับสนุนเนื้อหา: www.beartai.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com