แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโทรศัพท์มือถือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคาโทรศัพท์มือถือ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ห้อยมือถือ...ก็อยากตัดมิตรภาพนะแม้ว่าจะทำอย่างไรดี..?

     ผู้คนสมัยนี้โดยมากเช็คมือถือทุกๆ 5 ใช่ไหม 10 นาที โดยไม่รู้ตัว เหรอสั่งการตัวเองไม่ให้ทำแบบนั้นได้ลำบากลำบน เพราะว่าที่เราไม่รู้ตัวเองเลยว่าเริ่มมีความประพฤติแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่กระนั้นรู้ตัวอีกทีเราก็เอาแต่รูดหน้าจอเกือบทุกขณะ
     หลายๆ คนอาจจักรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร ก็เพราะว่ามันทำให้เราไม่อาจโฟกัสกับเรื่องที่เด่นได้นานๆ พร้อมกับศักยตามมาด้วยความเครียด
     Frances Booth ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีวะในกาลเวลาดิจิทัล ชี้ตัวว่ามีหลายๆ ที่มาที่ทำให้เราสร้างสรรค์สันดานติดการเช็คมือถือบ่อยๆ ขึ้นมา เช่นว่า ความกลัวที่จะพลาดข่าวสาร ตามโลกไม่ทันการ ซึ่งเป็นทีท่าที่ฝรั่งเรียกกันว่า Fear of Missing Out (FOMO) ซึ่งเป็นความคาดหมายพร้อมทั้งความบังคับที่เรารังสรรค์ขึ้นมาเอง จนกลายเป็นว่าเราต้องดราฟท์ด้ามโดยอัตโนมัติ
     อุปนิสัยแบบนี้ก็ยังกะกับนิสัยอื่นๆ เมื่อประดิษฐ์ขึ้นมาได้ก็ย่อมทำให้หายตัวได้ ซึ่งต้องจัดการกับสมองของเราเอง ตัดความเชื่อมโยงระหว่างความคิดอ่านพร้อมด้วยการชดใช้อินเทอร์เน็ตออกจากกัน
     คำถามคือ จากนั้นต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าที่เราจะปลูกสร้างลักษณะพิเศษใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ คำตอบคือมันต้องอาศัยความต่อเนื่องของนิสัยใหม่ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน ด้วยกันมันกลายเป็นนิสัยประจำตัวที่ขึ้นมาแทน
     จากงานวิจัยที่พัวพัน สรุปว่าจักต้องใช้ยุคสมัย 66 วันในการสร้างอุปนิสัยใหม่ๆ แม้กระนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย พร้อมด้วยหลายๆ สถานการณ์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็คือ 66 วัน
     นักวิจัยบอกว่าการทำลายนิสัยเดิมๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าคุณจะมีความต้องการอย่างแรงกล้าขนาดไหน และถ้าคุณยิ่งไม่แน่ใจว่าจะทำมันได้หรือเปล่า คุณก็ยิ่งอยู่ห่างไกลจากคำว่า สำเร็จ มากขึ้นไปอีก
     เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจที่ต้องมีเคล็ดลับมากขึ้นอีกนิดหากอยากจะเลิกพฤติกรรมเช็คมือถือตลอดเวลา สิ่งที่ต้องมีก็คือ ความมั่นใจ ว่าคุณอยากจะเลิกพฤติกรรมนี้จริงๆ
     งานวิจัยอีกงานระบุว่า เมื่อเทียบกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ แล้ว สื่อ คือแรงกระตุ้นที่ปฏิเสธได้ยากกว่า ไม่น่าแปลกใจที่มันจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกนิด และทำให้มันค่อยเป็นค่อยไป
นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณควรทำ หากอยากเลิกนิสัยติดมือถือ
     -เริ่มต้นด้วยการวัดผล เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าจริงๆ แล้วคุณเช็คมือถือบ่อยแค่ไหน แพลทฟอร์มอะไรที่คุณใช้มากที่สุด และนับเป็นรายชั่วโมง ลองจดบันทึกสิ่งเหล่านี้ แล้วสรุปออกมาว่าในแต่ละวันคุณหยิบมือถือขึ้นมาดูบ่อยแค่ไหน
     -ลองตั้งค่าการใช้งานโซเชียลมีเดียและอีเมลให้ต้องกรอก Username และ Password ทุกครั้งที่เข้าใช้งาน เพื่อไม่ให้คุณเข้าถึงมันได้ง่ายๆ แบบอัตโนมัติทุกครั้ง
     -ลองสังเกตดูว่าคุณพิมพ์รหัสผ่านได้เร็วแค่ไหน แล้วพยายามทำให้มันช้าลง ทำอย่างมีสติและรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณอยากจะ Log in จริงๆ ไม่ใช่ทำไปเพราะความเคยชิน
     -หยุดคิด 1 จังหวะเมื่ออยากจะ Log in เช่น ก่อนที่นิ้วมือของคุณแตะลงไปบนไอค่อน หรือก่อนที่มือของคุณจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา อย่างน้อยก็คิดดีๆ ว่าจำเป็นที่จะต้องทำตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จริงเหรือเปล่า
     -สำหรับคนที่อยากใช้วิธีหักดิบ ลองวางมือถือทิ้งไว้ให้ไกลๆ ตัว หรือวางไว้ในลิ้นชักหรือห้องอื่นๆ ที่คุณไม่ได้อยู่เป็นประจำ
     การสร้างนิสัยใหม่ต้องใช้พลังใจมากพอสมควร แต่มันจะกลายเป็นอุปนิสัยใหม่ๆ ได้ในที่สุด โดยที่คุณจะทำมันได้ทันทีแบบไม่ต้องคิด เหมือนๆ กับที่ตอนนี้คุณเช็คมือถือโดยไม่ต้องคิด
     ที่สำคัญที่สุดคือ การตัดนิสัยเช็คมือถือบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นออกไป จะทำให้คุณสร้างผลงานดีๆ ได้อีกมาก และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น
     นอกจากนี้ โดยส่วนตัวแล้วยังเชื่อว่า ทุกวันนี้เราสนใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป จนโฟกัสกับตัวเองน้อยลง และพัฒนาตัวเองได้อย่างเชื่องช้า การตัดขาดโลกออนไลน์ซะบ้างน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตมากกว่า

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ระดับโลกมือถือประเทศจีน ที่เลิศ ประจำปี 2014 มีรุ่นใดบ้าง มาจ้องกัน

เกี่ยวกับ ตลาดสมาร์ทโฟน ในปัจจุบัน นอกจากจะมีแบรนด์ที่คุ้นหู อย่าง Apple, Samsung, HTC, Sony และแบรนด์อื่นๆ ที่ขึ้นแท่น มือถือยอดฮิต แล้ว ปี 2014 นี้
ถือว่า มือถือจีน มาแรงด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากยอดพรีออเดอร์ พร้อมด้วยยอดขายหลายๆ รุ่น ที่เป็นได้ตีตลาดได้ในหลายๆ ประเทศนั่นเอง นอกจากนี้ มือถือจีน ยังขึ้นชื่อในเรื่องของ สเปคแรง แต่ราคาถูกกว่า ตราบใดเทียบกับ มือถือ ที่มีสเปคใกล้เคียงกัน มาดูกันครับว่า  ที่ได้รับความนิยมที่สุด ได้รับความนิยมมากที่สุด ในปี 2014จักมีรุ่นอะไรกันบ้าง
Huawei Ascend G7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887261.jpgด้วย Huawei Ascend G7 นั้น นอกจากจะมาพร้อมกับ ดีไซน์หรูหรา ด้วยตัวเครื่องแบบอะลูมิเนียมแล้ว ในส่วนของสเปค ก็ยังแรงไม่ปราชัยกัน เพราะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 720p, ชิปเซ็ต Snapdragon 610 แบบ 64-bit, แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล, รองรับ 4G LTE กับรัน Android 4.4 KitKat ซึ่งราคาของรุ่นนี้ อยู่ที่หมื่นต้นๆ เท่านั้นเอง
Xiaomi Redmi 1S
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887412.jpgXiaomi Redmi 1S สมาร์ทโฟนรุ่นต่อยอด ที่ตอกย้ำความแรงด้วยยอดขายในหลายๆ ประเทศ มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1280 พิกเซล, RAM 1 GB, หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 1.6 GHz, หน่วยความจำภายในตัวเครื่องขนาด 8 GB, กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล พร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 2000 mAh
vivo XShot
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887543.jpgvivo แบรนด์มือถือสัญชาติจีน ที่เริ่มทำมาตีตลาดในไทยกันบ้างแล้ว กับ vivo XShot ที่โดดเด่นในเรื่องของ กล้องด้านหลัง ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง F/1.8, รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K และโหมดการถ่ายภาพ Slow-Motion 120fps ส่วนกล้องด้านหน้า ความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้าง นอกจากนี้ ยังมีไฟแฟลชที่กล้องด้านหน้าอีกด้วย
ส่วนสเปคอื่นๆ ของ vivo XShot ก็ถือว่า ยอดเยี่ยมไม่พ่ายกันครับ ก็เพราะว่ามาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด 1080p, ชิปเซ็ต Snapdragon 800, RAM 2 GB ส่วนรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 801 จักมาพร้อม RAM 3 GB เลยทีเดียว
Xiaomi Redmi Note
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886234.jpgติดอันดับมาเป็นรุ่นที่สอง เหตุด้วยแบรนด์ Xiaomi กับ Xiaomi Redmi Note แฟบเล็ตหน้าจอ 5.5 นิ้ว ความละเอียด 720p, ชิปเซ็ต MediaTek MT6592 แบบ Octa-Core Processor และกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในสนนราคาไม่ถึงหมื่น
UMi Zero
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886375.jpgเพื่อแบรนด์นี้ คงยังไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่ กับ UMi Zero สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับ ตัวเครื่องบางแทบ 6.4 มิลลิเมตร, ชิปเซ็ต MediaTek MT6592T, RAM 2 GB, กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อม Dual-LED Flash กับรัน Android 4.4 KitKat
Huawei Ascend Mate 2
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886526.jpgเป็นแบรนด์ที่คุ้นหูคนไทยอยู่แล้ว กับ Huawei Ascend Mate 2 กับเป็นรุ่นแรกของค่าย ที่บุกตลาดมือถืออเมริกาอย่างเป็นทางการ โดย Huawei Ascend Mate 2 นั้น มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว, หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 1.6 GHz พร้อมด้วยรองรับ 4G LTE อีกด้วย
OnePlus One
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169888137.jpgแม้จักเป็นแบรนด์น้องใหม่ แต่ก็ทำการตลาดจนเป็นชื่อที่ติดหูคนทั่วโลกไปแล้ว กับ OnePlus One ที่มาพร้อมกับหน้าจอ 5.5 นิ้ว พร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon 801 โดยมีราคาจำหน่ายในต่างประเทศ แค่ $299 เท่านั้นเอง
Meizu MX4
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886858.jpgไม่พลาดที่จักโผด้วยเหมือนกัน กับ Meizu MX4 ที่เรียกได้ว่า เป็นรุ่นที่ถูกใจใครหลายๆ คนด้วยเช่นกัน เพราะมาพร้อมชิปเซ็ต MediaTek MT6595 แบบ Octa-Core Processor, RAM 2 GB, กล้องด้านหลัง 20.7 ล้านพิกเซล พร้อมทั้งแบตเตอรี่ขนาด 3100 mAh ใช้งานได้จุใจตลอดวัน
OPPO Find 7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887019.jpgสำหรับ OPPO Find 7 นั้น เรียกได้ว่า โดดเด่นตั้งแต่ดีไซน์ไปจนถึงสเปคเลยทีเดียว เพราะมาพร้อมกับหน้าจอกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801, หน่วยความจำภายในขนาด 32 GB พร้อมกับกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในมูลค่าหมื่นกลางๆ
Lenovo Vibe Z2 Pro (K920)
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698871710.jpg
หลายๆ ท่านอาจจักยังไม่ทราบว่า เลอโนโว แน่แท้ๆ แล้วเป็น แบรนด์จีนครับ เพราะ Lenovo Vibe Z2 Pro (K920) รุ่นนี้ โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อม OIS, รองรับ NFC ด้วยกันแบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh
ZTE Nubia Z7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698887711.jpg
สำหรับ ZTE Nubia Z7 นั้น มาพร้อมกับหน้าจอกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801, RAM 3 GB, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์ Sony Exmor RS พร้อมกับระบบกันภาพสั่น OIS นอกจากนี้ ยังรองรับ 4K UHD video อีกด้วย
Huawei Honor 6
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698889012.jpg
Huawei Honor 6 มาพร้อมกับหน้าจอ 5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต HiSilicon Kirin K920 แบบ Octa-Core Processor, RAM 3 GB และกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในราคาหมื่นต้นๆ เช่นกัน
Huawei Ascend Mate 7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698890413.jpg
ได้ฤกษ์เริ่มในไทยไปพอไม่นานมานี้ กับ Huawei Ascend Mate 7 แฟบเล็ตหน้าจอ 6 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ที่โดดเด่นในเรื่องของ วัสดุตัวเครื่องแบบโลหะนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับชิปเซ็ต HiSilicon Kirin 925, RAM 2 GB, กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ด้วยกันแบตเตอรี่ขนาด 4100 mAh เคาะค่าในไทยแล้วที่ 16,990 บาท
OPPO N3
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698892414.jpg
มือถือกล้องหมุนได้รุ่นต่อยอดกับ OPPO N3 ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, RAM 2 GB พร้อมทั้งกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ที่สามารถหมุนสลับมาเป็นกล้องด้านหน้าได้
Xiaomi Mi 4
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698893315.jpg
เพราะว่า Xiaomi Mi 4 นั้น ถือว่า เป็นมือถือจีนที่ถูกจับตามองมากที่สุด ณ ในเวลานี้ครับ เพราะว่านอกจากจะมาพร้อมกับ ตัวเครื่องแบบโลหะแล้ว ในส่วนของสเปคก็ถือว่า น่าสนใจไม่จำนนกัน ไม่ว่าจะเป็น หน้าจอกว้าง 5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล, RAM 3 GB พร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3080 mAh ซึ่งปัจจุบัน Xiaomi ขึ้นแท่นผู้ผลิตรายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกแล้วอีกด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติม : phonearena.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com


ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การลับสรรพสิ่งโนเกีย ในกาลสมัยของไมโครซอฟท์

ยุคน้องๆ หนูๆ ทั้งหลาย ก็น่าจักยังพอรู้จักกับแบรนด์ โนเกีย กันอยู่บ้าง แต่อาจจะเป็นรุ่นสมาร์ทโฟนไปแล้ว ใช่ไหมไม่ก็เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใช้มือถือแบบฟีเจอร์โฟน มูลค่าถูกๆ ไม่กี่ร้อยบาท
แต่รู้ไม่ใช่หรือเปล่าว่า จนถึงสักสิบกว่าปีก่อน โนเกียถือเป็นแบรนด์มือถือที่โด่งดังมากๆ มือถือรุ่นแรกๆ ที่ใช้ในประเทศไทยก็มีโนเกียนี่แหละ ที่ถือว่ายอดได้รับความนิยม ดูดีที่สุดแล้ว พร้อมกับยังคงดังต่อมาเรื่อยๆ ด้วยความที่ได้ชื่อว่าเป็นมือถือที่มีความแข็งแกร่งทนทาน พร้อมกับใช้งานง่าย ออกมากี่รุ่นกี่รุ่น ก็ได้รับความนิยมไปเสียทุกรุ่น
กระทั่งมาพลาด ท่าตราบใดตลาดมือถือขยับขยายไปเป็นสมาร์ทโฟน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าอย่างไร โนเกีย ไม่รอบรู้เดินถัดจากนั้นได้ ด้วยกันที่สุดก็ได้ขายกิจการมือถือให้กับ ไมโครซอฟท์ ไปเรียบร้อย
ตามธรรมเนียมของการซื้อกิจการ ส่วนใหญ่ก็ต้องมีการเปลี่ยนชื่อของผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่หรือจักเรียกว่า รีแบรนดิ้ง ก็แล้วแต่ ว่าจักใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนแบรนด์กันนานแค่ไหน แต่เพราะไมโครซอฟท์ ที่เพิ่งซื้อกิจการมือถือของโนเกียไปทันทีที่เดือนเมษายนที่สร้างผ่านมา ก็ได้เริ่มทำการปรับเปลี่ยนชื่อมือถือของโนเกียให้เป็น ไมโครซอฟท์ แล้ว โดยสมาร์ทโฟนของโนเกียมีชื่อรุ่นว่า โนเกีย ลูเมีย ก็จะถูกเปลี่ยนเป็น ไมโครซอฟท์ ลูเมีย แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จักต้องค่อยๆ ทยอยเปลี่ยนไป รวมไปถึงบรรดาสื่อออนไลน์ทั้งหลายอย่างเฟซบุ๊กเหรอทวิตเตอร์ ที่เคยเป็นบัญชีของโนเกียก็จะถูกปรับเป็นไมโครซอฟท์ทั้งหมด
จนในที่สุดแล้ว แบรนด์สมาร์ทโฟนที่เป็นโนเกียก็จักหายไปจากตลาด
อื้น เลยว่า ใจหาย เหตุด้วยการจากไปของแบรนด์โนเกีย แต่ทุกอย่างก็เป็นไปตามกาลเวลา ครั้นมีเกิด ก็มีดับ แหม่! ดูจะออกแนวเอาธรรมะเข้าข่ม แต่เรื่องในแวดวงธุรกิจก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ศักยปรับมาใช้กับชีวิต ประจำวันได้ อย่างเช่นเรื่องนี้ เรื่องของการปรับตัวเข้ากับสิ่งรอบข้าง การเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมกับการเกิดขึ้นพร้อมด้วยดับไป
เหมือนอย่างหลายแบรนด์ที่เคยเล่าๆ ไปแล้วนั่นแหละ เคยโด่งดัง ที่สุดก็จากไป เป็นเรื่องธรรมดาไม่ว่าจักแวดวงไหนก็ตาม
ขอ เก็บตกอีกข่าวของไมโครซอฟท์ที่มีข่าวระบือออกมาว่า ไมโครซอฟท์เตรียมที่จะเปิดตัวสมาร์ทวอทช์ หรือว่านาฬิกาอัจฉริยะในช่วงเทศกาลคริสต์มาสนี้ แม้ว่าจักดูช้ากว่าคนอื่น แต่แหล่งข่าวที่ ปล่อยวางข่าวเอิ้นว่า สมาร์ทวอทช์ของไมโครซอฟท์มีความพิเศษตรงนี้ แบตเตอรี่อาจจะใช้งานได้นานถึง 2 วัน ขณะที่เจ้าอื่นใช้ได้แค่วันเดียว ที่สำคัญคือมันจะทำได้ใช้งานได้กับอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆ ได้ ไม่เหมือนกับสมาร์ทโฟนที่ใช้แอนดรอยด์ แวร์ก็ต้องใช้กับอุปกรณ์ที่เป็นแอนดรอย์ ไม่ก็ถ้าเป็นแอปเปิลวอทช์ก็จักใช้ได้กับไอโฟนแค่นั้น สมาร์ทวอทช์ของไมโครซอฟท์จึงถือว่าได้เปรียบกว่าค่ายอื่นๆ เพราะเปิดกว้างมากกว่า
แต่นั่นก็ยังเป็นแค่ข่าว ปล่อยออกมาเท่านั้น รอดูของเป็นแน่แท้กันดีกว่าว่าจะมีรายละเอียดอย่างไร ติดตามชมกันรองลงไป

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

5 วิธีประหยัดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตแบบง่ายๆ

5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ
อุปกรณ์ไอทีกาลคราวนี้ล้านแต่นิยมการใช้งานแบบไร้สายทั้งนั้น ซึ่งนั่นก็ต้องหมายความว่าบนอุปกรณ์เหล่านั้นต้องติดตั้งแบตเตอรี่อยู่ภายใน ซึ่งตัวโน้ตบุ๊คเองก็จัดว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่นำติดตัวไปใช้งานนอกสถานที่ได้เพราะว่าสะดวก แต่มีข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ว่าเป็นตัวกำหนดว่าเครื่องนั้นๆ จักเป็นได้ใช้งานต่อเนื่องได้นานกี่ชั่วโมงซึ่งใครๆ ก็ตะกลามจักประหยัดแบต โน๊ตบุ๊ค ให้ใช้งานต่อเนื่องให้ได้นานที่สุดแน่นอน เพราะในปัจจุบันระบบปฏิบัติการ Windows 8 ได้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการประยัดพลังงานแบตเตอรี่ เพราะอุปกรณ์ใช้ Windows 8 ก็จักมีโน้ตบุ๊คอย่างที่เราๆ ใช้กันอยู่ รวมไปถึงแท็บเล็ตรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้เป็นระบบปฏิบัติการ Windows 8 ด้วย
ในบทความนี้ทางกรุ๊ปงาน NotebookSPEC จักมานำเสนอ 5 วิธีแบตเตอรี่โน้ตบุ๊คแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Windows 8 แบบง่ายๆ เพราะว่ามีดังถัดนี้
1. อัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ
ในการทำงานของคอมพิวเตอร์หลักๆ แล้วประกอบไปด้วยส่วนของฮาร์ดแวร์พร้อมกับซอฟต์แวร์ แน่นอนว่าถ้าทั้ง 2 อย่างทำงานร่วมกันด้วยดี ก็จักส่งผลให้ประสิทธิภาพเพราะรวมของเครื่องดีขึ้นด้วย ฉะนั้นในการอัพเดท Windows 8 ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเสมอ ก็จักช่วยให้ซอฟต์แวร์ของเรามีการปรับปรุง แก้ไข Bug ขจัดขอบกพร่องต่างๆ
2. ตั้ง Power Option ให้เหมาะสม
ตั้งค่าที่ส่วนของ Power Option เพราะให้เราคลิกซ้ายที่รูปแบตเตอรี่ตรง Taskbar ฝั่งขวามือแล้วเลือกระฉ่อนเลื่องกที่คำสั่ง More power options ที่เป็นคำสั่งล่างสุด จากนั้นจักมีแถบช่องให้เฟุ้งเฟื่องกเป็น Balance คือใช้พลังงานแบบปกติหรือว่าไม่ก็ Power Saver ที่เป็นฟังก์ชั่นประหยัดพลังงานของโน้ตบุ๊ก
3. ความสว่างหน้าจอก็สำคัญ
ตั้งค่าความสว่างหน้าจอให้พอดีต่อการใช้งาน เพราะว่าหน้าจอเป็นส่วนที่สิ้นเปร่ำลือกระฉ่อนงพลังงานมากที่สุดเพราะว่าโน้ตบุ๊ก ดังนั้นเวลาเราจักนำไปใช้งานนอกสถานที่ล่ะก็ควรปรับตั้งความสว่างหน้าจอให้สว่างกำลังดี ไม่มืดจนเกินไปเพื่อยืดระยะเวลาใช้งานแบตเตอรี่ให้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงโน้ตบุ๊กใครที่มีไฟคีย์บอร์ด Backlit ก็ปิดใช่ไหมเปิดให้สว่างพอดีก็ช่วยได้นะครับ
4. ปิดการทำงานบางส่วน
ปิดการทำงานของอุปกรณ์บางชิ้นที่เราไม่ได้ใช้งาน เช่นปริ้นเตอร์ใช่ไหมว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อเสริมบางตัว เพราะว่าเราเก่งปิดการทำงานได้ที่ Device Manager เพราะว่าว่าคลิกขวาที่ My Computer แล้วเเลื่องก Properties จักมีคำสั่ง Device Manager อยู่ที่แถบฝั่งซ้ายมือที่คำสั่งแรกสุด (เวลาจะปิดใช้งานอุปกรณ์ไหนก็อ่านดีๆ ก่อนนะ!)
5. เก็บแผ่น ปิด Bluetooth, Wi-Fi ถ้าไม่จำเป็น
งดการใช้แผ่น CD เพื่อประหยัดพลังงาน ก็เพราะว่าว่าการดูหนังฟังเพลงทะลวงแผ่น CD จักทำให้ตัวเครื่องดึงพลังงานจากแบตเตอรี่มาใช้มากขึ้น ทำให้สิ้นเปเอิกเกริกงพลังงานมากกว่าเดิม รวมไปถึงปิดการใช้งาน Bluetooth, Wi-Fi ของเครื่องด้วย ถ้าสมมติไม่ได้ใช้งานขณะนั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

วุ่น! ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รูปเซลฟี่ลิงกังดำ ?

วุ่น! ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รูปเซลฟี่ลิงกังดำ ?
          ปฏิเสธลบภาพลิงกังดำเซลฟี่ออกจากเว็บไซต์ หลังมีเจ้าของรูปภาพตัวจริงออกมาเปิดเผย และขอให้ลบภาพนี้ออกจากเว็บวิกิพีเดีย แต่ทางเว็บไซต์บอกลิขสิทธิ์รูปนี้เป็นของลิงกังดำ ไม่ใช่ของชายคนดังกล่าว
          เรื่องราววุ่นๆ เกิดขึ้นเมื่อ เดวิด สเลเตอร์ ช่างภาพชาวอังกฤษ ออกมาอ้างว่าตัวเองเป็นเจ้าของภาพถ่ายเซลฟี่ลิงกังดำ และขอให้ทางเว็บไซต์วิกิพีเดียลบภาพนี้ออกจากการนำไปใช้ เนื่องจากเดวิดไม่ได้อนุญาตให้นำไปใช้ ซึ่งเดวิดกล่าวว่าเขาถ่ายรูปนี้ไว้เมื่อปี 2011 เมื่อครั้งที่เขาเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศอินโดนีเซีย

          ทั้งด้านเว็บไซต์วิกิพีเดีย ออกมาโต้ตอบว่า ภาพเซลฟี่ภาพนี้เป็นลิขสิทธิ์ของลิงกังดำต่างหาก ไม่ใช่ของสเลเตอร์ตามที่กล่าวอ้าง เพราะตอนถ่ายรูปนิ้วมือของเขาไม่ได้เป็นคนกดชัตเตอร์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เจ้าของลิขสิทธิ์รูปถ่ายนี้อย่างแน่นอน

          ด้านนายเดวิด สเลเตอร์ กล่าวกับสำนักข่าวต่างประเทศแห่งหนึ่งว่า อาชีพช่างภาพอย่างเขากว่าจะถ่ายรูปได้แต่ละรูปนั้นต้องใช้เวลา ทำให้แต่ละครั้งที่มีผู้นำภาพของเขาไปใช้พิมพ์บนเสื้อยืด ซึ่งทำให้สูญเสียรายได้ราว 10,000 ปอนด์ หรือราว 500,000 บาท 

          สถาบันกฏหมายแห่งหนึ่งในสหรัฐแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวนี้ไว้ว่า บางทีสเลเตอร์เป็นเจ้าของรูปถ่าย ภายใต้กฏหมายด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสเลเตอร์เป็นผู้นำภาพออกจากกล้องถ่ายรูป และเผยแพร่มัน ทำให้เขาเป็นศิลปินไม่ใช่ลิงอย่างที่เข้าใจ
สนับสนุนเนื้อหา: www.voicetv.co.th
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

5G เกาหลีใต้ การพัฒนาอย่างไร้ขอบเขต

 การพัฒนาอย่างไร้ขอบเขต
สหรัฐฯไม่ใช่เพียงประเทศเดียวเท่านั้น ที่พยายามพัฒนาอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อตอบรับกับการใช้งานของประชาชนในอนาคต เกาหลีใต้ ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศ ที่ได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี 5G คาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เกาหลีใต้จะเป็นประเทศแรกของโลก ที่มี 5G ใช้
เกาหลีใต้ ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก นอกจากว่าจะมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่างซัมซุง เป็นผู้นำด้านการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆมาเนิ่นนาน รัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนางสาวพักกึนเฮ ก็ยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ ด้วยการประกาศให้เกาหลีใต้เป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีของโลก 

พร้อมกับมอบข่าวดีเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า ชาวเกาหลีใต้จะได้เริ่มใช้งาน 5G ในแบบทดลอง ก่อนที่ในปี 2563 จะมีการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบในเชิงพาณิชย์ในปี 2563 ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามคาด เกาหลีใต้จะกลายเป็นประเทศแรกของโลก ที่มีเครือข่าย 5G ไว้ให้บริการประชาชน

โดยหน่วยงานที่จะทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินการดังกล่าว คือกระทรวงศึกษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ที่ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 1,500 ล้านดอลลาร์ หรือราว 48,200 ล้านบาท พัฒนาเครือข่าย 3G ที่จะมีความเร็วกว่า เครือข่าย 4G ที่ใช้อยู่เดิมถึง 1,000 เท่า ด้วยความเร็วขนาดนี้ จะทำให้สามารถดาวน์โหลดไฟล์ขนาด 800 เมกะไบต์ ได้เพียง 1 วินาทีเท่านั้น 

ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า เทคโนโลยี 5G จะช่วยสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศอย่างมหาศาล จากกลุ่มอุตสาหกรรม และคนทั่วไปที่ต้องพึ่งพา 5G ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2563 - 2569 จะมีรายได้ที่เกิดจากเครือข่าย 5G มากถึง 310,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 9 ล้าน 9 แสนล้านบาท โดยในตอนนี้ บริษัทด้านโทรคมนาคมของเกาหลีใต้ อย่าง SK Telecom และ Korea Telecom รวมถึง Samsung และ LG ก็ได้วางแผนล่วงหน้า เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5G ในอนาคตแล้ว

โดย Samsung ได้เริ่มต้นทดลอง 5G ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยความเร็วของอินเทอร์เน็ต 5G ของ Samsung นั้นอยู่ที่ 1.056 กิกะบิตต่อวินาทีเลยทีเดียว

ความก้าวหน้าดังกล่าว ได้ทำให้สหภาพยุโรป หรืออียู เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศสมาชิกมากขึ้น แม้ว่า ยุโรปจะมีความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ในเรื่องของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น ยุโรปกลับเป็นรองเอเชียและสหรัฐฯ

โดยล่าสุด สหภาพยุโรปได้หารือกับทางการเกาหลีใต้ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบ 5G พร้อมกับหวังว่า เกาหลีใต้จะช่วยให้ชาติสมาชิกอียู มี 5G ใช้ ภายในปี 2563 เช่นเดียวกันกับเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่า การพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในอียูนั้น อาจจะยากกว่าในเกาหลีใต้ เพราะตอนนี้ ระบบ 4G ยังไม่ครอบคลุมตามเมืองใหญ่ ส่วนอินเทอร์เน็ต wi-fi ก็ยังไม่เสถียร ซึ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี กว่าที่จะมีการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเรื่องนี้ ให้ทัดเทียมกับเกาหลีใต้ได้

ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ: news.voicetv.co.th
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความเชื่อผิดๆ จอ Gorilla Glass แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม

ความเชื่อผิดๆ ที่ใช้สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม
เชื่อได้เลยละครับว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสุดรักสุดหวงของเพื่อนๆ แต่ละคนก็ต่างมีราคาสูงๆทั้งนั้น ซึ่งสมาร์มโฟนและแท็บเล็ตราคาสูง(หรือไม่สูงหลายๆรุ่น)ก็มาพร้อมกระจกที่ครอบจอแสดงผลที่เค้าเคลมมาว่ากันรอยได้ และสุดทนทานอย่าง Gorilla Glass จึงทำให้หลายๆคนมั่นใจมากจนเลือกที่จะไม่ติดฟิลม์กันรอย แต่ก็ต้องพบกับรอยขนแมวหรือรอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวซะอย่างงั้น แล้วรอยเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรบ้างละ? วันนี้ Notebookspec มีคำตอบครับ
Gorilla Glass แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม?
เพื่อนหลายๆท่านคงเคยผ่านตาหรือทดลองด้วยตัวเองกันมาบ้างแล้วว่า กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass ที่ไม่ใส่ฟิลม์กันรอยเลย แล้วนำคัตเตอร์ หรือมีดสุดคมรวมไปถึงกุญแจรถต่างๆมาขูดขีดบนหน้าจอสมาร์ทโฟน Gorilla Glass ผลที่ออกมาคือเจ้าหน้าจอไม่เป็นอะไรเลย แต่สิ่งที่เพื่อนๆ หลายคนอาจจะเคยเจอก็คือเมื่อเผลอทำสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตตกลงไปในกองดินกองทรายแล้วก็หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นด้วยผ้าหรือชายเสื้อก็ตามแต่ ผลที่ออกมาคือหน้าจอรอยขนแมวเพี๊ยบ!!!
แล้วมันเพราะอะไรกันละถึงทำให้ Gorilla Glass ที่แข็งแกร่งดั่งชัชช่าเป็นรอยไปได้??? นั่นก็เพราะเจ้ากระจก Gorilla Glass นั้นมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ประมาณ 6.8 ตามสเกลของโมห์ ดังนั้นถ้ามีอะไรที่มีระดับความแข็งแกร่งมากกว่า 6.8 ขึ้นไปมาขูดขีดนั้นก็เกิดรอยได้นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่นแร่ควอตซ์ , โทปาส , รันดัม หรือเพชร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแร่ควอตซ์ ที่เป็นแร่ที่พบมากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่สองรองจาก เฟลด์สปาร์ ที่มีความแข็งอยู่ในระดับ 7 ซึ่งแข็งกว่า Gorilla Glass ที่แน่นอนว่าเจ้าควอตซ์ก็พบได้ในฝุ่นละอองที่มีอยู่ในอากาศ และอยู่ในทรายทำให้หน้าจอ Gorilla Glass เป็นรอยได้นั่นเอง ละครับ
Gorilla Glass ตกแล้วจอแตก?
ส่วนในเรื่องของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ตกจากที่สูงหรือโดนของแข็งกระแทกแรงๆแล้วกระจกหน้าจอแตก หรือเป็นรอย นั้นก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะขนาดหน้าปัดนาฬิกาที่เป็น Sapphire สังเคราะห์ (ความแข็งอยู่ที่ ระดับ 9 ตามสเกลของโมห์) โดนกดหรือโดนกรีดก็ยังเป็นรอยได้ ส่วนเพชรตกยังแตกได้เช่นกัน ซึ่งอธิบายได้ดังนี้คือ Gorilla Glass กันรอยขีดขวนได้ก็จริง แต่มันไม่ได้กันแรงกดกระแทก หรือให้เข้าใจง่ายๆคือ แข็งแต่ไม่เหนียว นั่นเอง
อย่างไรก็ดีตัวกระจก Gorilla Glass ทั้งเวอร์ชั่นที่ 1 , 2 หรือ 3 นั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรทีเดียวละครับซึ่งแน่นอนว่า Gorilla Glass 3 ก็จะมีความแข็งแรงมากที่สุดในตระกูลกระจกชนิดนี้ ณ ในช่วงเวลาปัจจุบัน เรียกได้ว่าพัฒนาแตกต่างไปถึงระดับโมเลกุลเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีความแข็งแรงแค่ไหนก็ยังพอจะมีจุดอ่อนอยู่เช่นกันละครับ
ดังนั้นผู้เขียนขอแนะนำเลยครับถ้าเพื่อนๆใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็บที่ใช้ Gorilla Glass หรือกระจกชนิดอื่นๆ ก็ควรที่จะติดฟิล์มกันรอยไว้ด้วยนะครับ เพราะเรื่องหน้าจอเป็นรอยนั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อย โดยเฉพาะเมื่อเราเผลอครับผม ส่วนในเรื่องของรูปแบบฟิลม์กันรอยที่จะติดก็เลือกได้ตามลักษณะความชอบและความต้องการผู้ใช้ได้เลยนะครับไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มใส ฟิล์มด้าน ฟิล์มกันกระแทก ฟิล์มกรองแสงสีผ้า ฟิม์ลกันรอยนิ้วมือ หรือฟิล์มชนิดอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งอย่างไรก็ดีเลือกให้เหมาะสมกับตัวเองโดยที่ราคาไม่สูงเกินไปจะดีที่สุดนะครับผม สวัสดีครับ
ข้อมูลจาก : wikipedia , phonecruncher , Whatphone
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รูปแบบโฆษณาที่นักโฆษณาจะซื้อได้เมื่อมี YouTube.co.th

ที่นักโฆษณาจะซื้อได้เมื่อมี YouTube.co.th
          ปกติทุกวันนี้เวลาเราซื้อโฆษณาใน YouTube นักวางแผนสื่อโฆษณาดิจิทัล ก็จะใช้ Google Display Network (GDN) เป็นตัวกลางในการซื้อโฆษณาครับ จะเป็นรูปแบบ Banner ขนาด Retangle 300×250 ที่อยู่ด้านข้างขวาของวิดีโอ หรือที่ขึ้นมาให้กวนใจเวลาดูวิดีโออยู่ขนาด 468×60 ซึ่งเป็นรูปแบบโฆษณาที่เราซื้อได้
          ส่วนรูปแบบหวือหวาแบบอื่นๆ ที่เราเห็นในโฆษราต่างประเทศนั้นเป็นรูปแบบที่เราซื้อไม่ได้ เหตุผลก็เพราะ YouTube ยังไม่เปิดการดีลโฆษณารูปแบบพิเศษในหลายโซนพื้นที่ ซึ่งไทยก็เป็นพื้นที่นั้น เพราะฉะนั้นเมื่อก่อนเราไม่มีโอกาสทำโฆษณาแบบหวือหวาได้เลยแม้จะมีตังค์ก็ตาม
          แต่ตอนนี้สามารถทำได้แล้วครับโฆษณารูปแบบต่างๆ ที่หวือหวา ที่ YouTube มีนักการตลาดชาวไทยสามารถซื้อไดแล้วเพราะการเปิด YouTube.co.th
โดยรูปแบบโฆษณาที่เปิดให้ซื้อได้แล้ว ใหญ่ๆ มีอยู่สามตัวครับ
YouTube Homepage Banner
          Banner ขนาดใหญ่หน้าแรกของ YouTube.co.th ซึ่งสามารถสร้างสรรค์รูปแบบได้หลากหลาย จะขยายหรือ Interactive ก็ได้
YouTube Instream (Video Pre-Roll Ad), Inslate Ads
          โฆษณาวิดีโอที่ขึ้นมาก่อนเล่นเนื้อหาวิดีโอจริงๆ ซึ่งเราเห็นบ่อยๆ ในต่างประเทศ ที่จะมีโฆษณาขึ้นมาก่อนและกด Skip ได้หากไม่สนใจวิดีโอโฆษณานั้น
YouTube Branded Channel
          การซื้อสิทธิพิเศษๆ แบบเหนือกว่า Channel ทั่วไป คือแบรนด์สามารถทำการ Cuztomize หน้าตาของ Channel โฆษณาให้หวือหวา และปรับแต่งได้ตามต้องการช่วยให้ลูกค้าสามารถมามีส่วนร่วมได้
          ลองดูรูปอธิบายเรื่องรูปแบบโฆษณา YouTube แบบเห็นภาพชัดๆ ได้จากตอนหนึ่งในรายการ DigitalMaster ด้านล่างได้เลยครับ
สนับสนุนเนื้อหา: www.digithun.com

ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เช็คอย่างไรว่า Gmail ที่ใช้อยู่ ไม่ถูกแฮค ?

เช็คอย่างไรว่า Gmail ที่ใช้อยู่ ไม่ถูกแฮค ?
          หลังจากที่มีการค้นพบช่องโหว่ร้ายแรง ที่มีชื่อว่า Heartbleed ซึ่ง สามารถเข้าถึงรหัสผ่านตัวของผู้ใช้ออนไลน์ทั่วโลกได้ ผ่านทางเทคโนโลยี OpenSSL ทำให้หลายๆ เว็บไซต์ดัง ต่างตื่นตัวที่จะป้องกัน ช่องโหว่ ดังกล่าว ซึ่งทาง กูเกิล เอง ก็ได้ปรับปรุงระบบความปลอดภัยแบบใหม่ พร้อมกับยืนยันว่า ปลอดภัยจาก Heartbleed และบรรดาแฮกเกอร์อย่างแน่นอน แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า บริการจาก กูเกิล ที่เราใช้อยู่ อย่างเช่น Gmail ไม่ถูกแฮค วันนี้ กูเกิล เค้ามีคำตอบครับ
          โดยทางกูเกิลเผยว่า ถ้าหากมีการตรวจพบว่า มีบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตพยายามเข้าถึงบัญชีของผู้ใช้ บุคคลดังกล่าวจะต้องตอบคำถามเสียก่อน จึงจะสามารถลงชื่อเข้าใช้งานได้ โดยคำถามนี้จะให้ผู้ใช้ยืนยันข้อมูลประจำตัวก่อนที่จะสามารถลงชื่อเข้าใช้ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันการเข้าถึงบัญชีที่ไม่พึงประสงค์ ถึงแม้บุคคลนั้นจะมีชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านก็ตาม
          และเมื่อตรวจพบการลงชื่อเข้าใช้ที่น่าสงสัย ทาง กูเกิล จะส่งคำถามไปยังผู้ใช้ เช่น ส่งข้อความ SMS ที่มีรหัสยืนยันไปยังโทรศัพท์ของผู้ใช้ และให้ผู้ใช้ป้อนรหัสนี้ก่อน จากนั้น กูเกิลจะให้สิทธิ์เข้าถึงบัญชี ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะสามารถเข้าถึงบัญชีได้อย่าง มากทีเดียว
          เพียงแค่นี้ เราก็สามารถมั่นใจได้แล้วครับว่า Gmail ของเรา ไม่ถูกแฮคอย่างแน่นอน แต่ทางที่ดี อย่าตั้งรหัสผ่านที่สามารถเดาได้ง่าย หรือบอกรหัสผ่านให้กับผู้อื่น จะดีที่สุดครับ
รายละเอียดเพิ่มเติม : bgr.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แนะฉลาดใช้ “สมาร์ทโฟน“ ไม่เปลืองเงิน-ลดเสี่ยงภัยไซเบอร์

แนะฉลาดใช้ สมาร์ทโฟน ไม่เปลืองเงิน-ลดเสี่ยงภัยไซเบอร์

          ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ของผู้คนในสังคม ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาให้มือถือธรรมดาฉลาดขึ้น กลายเป็น สมาร์ทโฟน ความสามารถของอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่รับสาย-โทร.เข้าโทร.ออก แต่เป็นช่องทางเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโซเชียลเน็ตเวิร์ก แม้แต่เป็นธนาคารเคลื่อนที่ ขณะที่ฝั่งผู้ให้บริการอย่างค่ายมือถือต่าง ๆ ก็สรรหาบริการใหม่ ๆ มากระตุ้นความต้องการใช้งานของผู้บริโภคด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อนมากขึ้น
ผู้บริโภคยุคนี้จึงจำเป็นต้องรู้เท่าทัน ทั้งความฉลาดของอุปกรณ์ และสารพัดเงื่อนไขของโอเปอเรเตอร์
          สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากล (Consumer International) จัดเสวนาในหัวข้อ การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้
          อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ นักวิชาการจาก Siam Intelligence Units กล่าวว่า ในอดีตบริการเสริมของโทรศัพท์มือถือคือการส่ง SMS, MMS, การดาวน์โหลดริงโทน และคอนเทนต์ต่าง ๆ แต่เมื่อโมบายอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการกลุ่มนี้ได้ฟรี ๆ บรรดาโอเปอเรเตอร์จึงต้องหาลูกเล่นใหม่ ๆ มาทดแทน อาทิ การออกแพ็กเกจดาต้าแบบ Unlimited ที่มาพร้อม Limited Speed เช่น ให้บริการดาต้าที่ความเร็วสูงสุด 3 GB ถ้าใช้เกินเงื่อนไข (Fair Usage Policy) ความเร็วจะลดลงเหลือ 128 Kbps
          ส่วนบรรดาแพ็กเกจการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ ในราคา 15 บาทต่อวัน ถ้าอ่านเงื่อนไขการให้บริการแบบละเอียดจะพบว่า ราคานี้ต้องใช้งานผ่าน url คือ www.facebook.com เท่านั้น ถ้าไปใช้เฟซบุ๊กผ่านแอปพลิเคชั่นต้องจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตคิดเป็นนาทีด้วย หรือแพ็กเกจให้เล่นเกม Cookie Run ฟรีโดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต แต่มีเงื่อนไขว่าบริการฟรีนี้ไม่รวมการส่ง Notification ต่าง ๆ ที่ผ่านแอปพลิเคชั่นนี้ ฉะนั้น ถ้าผู้เล่นส่ง Notification ให้เพื่อนจะโดนคิดค่าบริการเป็นนาทีทันที
ขณะที่การซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น หนังสือ โดยใช้บัตรเครดิตจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่นก็มีความเสี่ยงที่จะโดนแฮกข้อมูล รวมไปถึงความปลอดภัยในการส่งข้อความผ่านแอปต่าง ๆ
          ด้าน ชยุตม์ สิงห์ธงธำรงกุล ผู้เชี่ยวชาญจาก ACIS Professional Center กล่าวว่าโมบายแพลตฟอร์มเป็นที่นิยมมากขึ้น บรรดาอาชญากรจึงพัฒนามัลแวร์ขึ้นมาโจมตี ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบอย่างภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ คือ Euro Grabber ที่แฮกเกอร์ใช้แพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือขโมยข้อมูลและรหัสผ่านของผู้บริโภคแล้วนำไปขโมยเงินในบัญชีของธนาคารในยุโรปช่วงก่อนนี้ ซึ่งทางธนาคารไม่ยอมชดใช้ความเสียหายให้ และโยนว่าเป็นความผิดของผู้บริโภคเองที่ใช้แพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือ ทั้งการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จาก Play Store มาใช้งาน
          กูเกิลไม่ได้สกรีนการออกแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมีการส่งแอปปลอมเข้าไปใน Play Store ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของคนที่โหลดแอปปลอมไปใช้ได้ รวมถึงการดักจับ SMS ที่ทางธนาคารจะส่งรหัส OTP (One Time Password) ไปให้เจ้าของบัญชี เป็นการเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 2 ชั้นของธนาคารไปได้ และแม้ใน App Store ก็มีการฟิชชิ่ง Apple ID ด้วย
          ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็มีกรณีนี้เหมือนกัน นักพัฒนา Line เองก็รู้ถึงปัญหานี้และพยายามปิดช่องโหว่มาตลอด เช่นเดียวกับการใช้ Free Wi-Fi ก็มีความเสี่ยง บรรดาอีเมล์หรือการจ่ายเงินออนไลน์พวกแฮกเกอร์ก็สามารถเข้าไปเจาะข้อมูลได้หมด ติดตามผู้บริโภคได้ทั่วโลกโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว
          วิธีป้องกันตัวของผู้บริโภคคือ ต้องสร้างพาสเวิร์ดที่รัดกุม ไม่ใช้พวกวันเดือนปีเกิด ตัวเลขเรียง ๆ กัน และหมั่นเปลี่ยนรหัสบ่อย ๆ ที่สำคัญคือต้องปิดฟีเจอร์เชื่อมต่ออัตโนมัติ เพื่อไม่ให้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับ Wi-Fi ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหรือแน่ใจว่าเป็น AccessPoint ที่ปลอดภัย เพราะปัจจุบันแฮกเกอร์ได้มีการสร้าง AccessPointปลอมเพื่อคอยดักข้อมูลของผู้ที่ใช้ Wi-Fi ในที่สาธารณะด้วย
และแม้ว่าภัยจากการใช้โทรศัพท์มือถือจะซับซ้อนขึ้นตามความสมาร์ทของโทรศัพท์แล้ว แต่ปัญหาดั้งเดิมสุดคลาสสิกก็ยังคงอยู่
ประชาชาติธุรกิจ ค้นข้อมูลจากกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กสทช. พบว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2557 นี้ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึง 281 เรื่อง แยกเป็นปัญหามาตรฐานการให้บริการ อาทิ อินเทอร์เน็ตช้าเกินไป สายหลุด 108 เรื่อง การคิดค่าบริการผิดพลาด 53 เรื่อง ปัญหาการยกเลิกบริการ 45 เรื่อง ปัญหาจากบริการเสริม 24 เรื่อง ที่เหลือเป็นประเด็นอื่น ๆ อาทิ การให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง การกำหนดระยะเวลาใช้บริการ ฯลฯ
          ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า เกือบทุกปัญหาไม่ว่าจะเป็นบิลช็อก ค่าโทร.เกิน หรือข้อความกวนใจ ล้วนมีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้บริโภคได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวงเงินค่าใช้บริการ คิดว่าถ้าใช้เกินแล้วค่ายมือถือจะตัดบริการให้เอง รวมถึงความไม่รู้วิธีการเปิด-ปิดการใช้งานบนอุปกรณ์
          อย่างกรณีปัญหาบิลช็อกจากการนำโทรศัพท์ไปใช้งานในต่างประเทศ กสทช.ได้เปิดแคมเปญ ปิดเน็ตก่อนไปนอก ให้ผู้บริโภค กด *106# แล้วโทร.ออก เพื่อปิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศ และได้พยายามกำชับผู้ประกอบการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค
          เมื่อ มี.ค. กสทช.ได้คุยกับค่ายมือถือขอให้จำกัดวงเงินค่าบริการโรมมิ่ง แต่ทางเอไอเอสกับดีแทคแจ้งว่าทำไม่ได้ เพราะต้องเปลี่ยนโปรโตคอลในระบบซึ่งมีต้นทุนสูง ขณะที่ทรูได้รับประเด็นนี้ไปพิจารณา
          ส่วนปัญหาการสมัครบริการเสริมโดยไม่ตั้งใจหรือถูกเก็บเงินจาก SMS ขยะทั้งหลาย กสทช.เพิ่งร่วมกับโอเปอเรเตอร์เปิดบริการ กด *137 ยกเลิก SMS กวนใจ รวมถึงกำลังศึกษาปัญหาด้านคุณภาพบริการอื่น ๆ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ กสทช.เรื่องมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง ขณะเดียวกัน ยังติดตามเรื่องการคิดค่าบริการสูงเกินกว่านาทีละ 99 สตางค์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย
          ด้าน สารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม กล่าวว่า ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ การรับเรื่องร้องเรียนที่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้บริโภคเองไม่มีความรู้ด้านสิทธิ์ ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ประกอบการก็เลือกที่จะฟ้องศาลเพื่อเพิกถอนประกาศของ กสทช.มากกว่าจะปฏิบัติตาม
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ให้ตายสิ!! ทุ่มศัลยกรรมแปลงโฉม ถ่าย Selfie

ให้ตายสิ!! ทุ่มศัลยกรรมแปลงโฉม ถ่าย 

          วันนี้ทีมงาน Sanook! Hitech มีข่าวเกี่ยวกับ การถ่ายภาพ Selfie หรือการถ่ายรูปตัวเราเองด้วยตัวเอง ซึ่งตอนนั้นเป็นกระแสที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมโลกเลยนะครับ สำหรับข่าวที่จะมานำเสนอเป็นข่าวที่เกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า  Triana Lavey ซึ่งเธออยากให้รูปลักษณ์ของเธอออกมาดูดียามเมื่อถ่าย Selfie ถึงขึ้นลงทุนเงินเพื่อทำศัลยกรรมให้ออกมาสวยเพอร์เฟคอย่างที่เธอต้องการกันเลยทีเดียว
          การถ่ายภาพตัวเองด้วยตัวเอง หรือเรียกสั้นๆว่า Selfie นั้นมันดุเหมือนเป็นพฤติกรรมที่ไร้สาระ แต่เชื่อไหมว่าวันๆหนึ่งมีภาพ Selfie ที่ถูกอัพลงบนสังคมออนไลน์เป็นล้านภาพทั่วโลก Triana Lavey นักการจัดการที่มีพรสวรรค์ ทำงานอยู่ในบริษัทประชาสัมพันธ์ใน Los Angeles กล่าวว่า การถ่ายภาพ Selfies นั้นมีข้อดีในการที่เราจะเห็น ใบหน้า ของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน
          Lavey เชื่ออย่างยิ่งว่าการที่เขายอมจ่ายเงินกว่า $15,000 ในการทำศัลยกรรมพลาสติกนั้น จะทำให้ภาพ Selfie ของเขาสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งใบหน้าที่เธอปราถนาก็คือ ใบหน้าที่เหมือนถูกตกแต่งด้วย Photoshop ในชีวิตจริง ที่เธอไม่เคยมี
          กรณีของเธอถูกบันทึกไว้บน ABC\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\'s Nightline เพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งเกี่ยวกับแนวโน้มที่ ผู้ชาย และ ผู้หญิง ทั่วโลกที่พร้อมจะทำศัลยกรรมพลาสติก เพื่อให้เขาสามารถถ่ายรูปตัวเองออกมาให้ดูดีที่สุด
          การทำศัลยกรรมพลาสติก ควรเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำ หลังจากที่คุณพยายามควบคุมอาหารการกิน และการออกกำลังกายแล้ว คุณถึงพร้อมที่จะผ่าตัด Lavey กล่าวก่อนที่จะรับการผ่าตัดใบหน้าของเธอ
          ข้อมูลการทำศัลยกรรมส่วนหนึ่งให้กับ Lavey คือการเสริมคาง จมูก และตัดไขมันบางส่วนบนใบหน้าเพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับแก้มของเธอ ซึ่งตอนแรกนั้นเธอแค่ต้องการเสริมคางเท่านั้น แต่แล้วเธอก็ทำอย่างอื่นเพิ่มเติมไปด้วย เพื่อให้ใบหน้าเธอออกมาดูดีตามที่เธอต้องการ
          ซึ่งเมื่อศัลยกรรมเสร็จแล้ว Lavey ก็มีความสุขกับผลลัพธ์ที่ได้ เธอมีความสุขกับใบหน้าใหม่ของเธอมากๆ และในภายหลังเธอยังทำ Botox อย่างสม่ำเสมออีกด้วย
          Lavey กล่าวว่า ในความจริงแล้วมีหลายแอพพลิเคชันที่ช่วยลบข้อบกพร่องต่างๆในภาพของคุณเองเพื่อให้ภาพของคุณดูดีที่สุด เพื่อต้องการให้ผู้อื่นสนใจ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเรา ทำให้เรามีความคาดหวังที่อยากจะมีรูปลักษณ์ที่ดีมากขึ้น อย่างไรก็ตามเธอก็ค่อยไม่มั่นใจว่าใบหน้าใหม่ของเธอจะทำให้ภาพ Selfie ของเธออกมาดูดีเท่ากับภาพี่ผ่านการแต่งจากแอพพลิเคชันต่างๆ
          ตอนนี้ฉัมมีใบหน้าที่ฉันเคยคิดว่าฉันมี เธอกล่าวอย่างมีความสุข ฉันดูเหมือนตัวฉันเอง ไม่ไช่เหมือนสิ่งที่อยู่ในPhotoshop เกิดมาสวยก็ยังต้องได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อยจาก ... เพื่อให้คุณดูดีมากขึ้น

ที่มา : news.softpedia
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>>thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557

รู้หรือไม่? คอมพิวเตอร์ประจำราศีก็มีนะ!

รู้หรือไม่? คอมพิวเตอร์ประจำราศีก็มีนะ!

          โดยธรรมชาติของคนที่ยังไม่แน่ใจและมองว่าแต่ละคนไม่แตกต่างกันเท่าไรนักมนการเลือกซื้ออุปกรณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยีสักชิ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วความหลากหลายของ gadget ใหม่ๆมีพร้อมให้คุณเลือกอย่างมากมาย ซึ่งการเลือกซื้อนั้นไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ต เดสท็อป แล็ปท็อป หรือทั้งสามอย่าง มันมีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่!
          ในปัจจุบันมีอุปกรณ์ทางเลือกเกินขึ้นมากมายภายใต้ผลิตภัณฑ์แบบมัลติโหมดที่รวมเอาลักษณะเด่นของ แท็บเล็ตและแล็ปท็อปมารวมไว้ด้วยกันในเครื่องเดียว ซึ่งเลอโนโวจะมาแนะนำวิธีจับคู่อุปกรณ์ไอทีให้เหมาะสมตามราศีของแต่ละคนได้อย่างสนุกสนานดังนี้
ราศีเมถุน (21 พฤษภาคม-21 มิถุนายน) และ ราศีสิงห์ (23 กรกฎาคม-22 สิงหาคม)
          • ลักษณะนิสัย: ชาวเมถุนนั้นถือเป็นนักสำรวจตัวยง จะคอยคิดพินิจวิเคราะห์สรรพสิ่งต่างๆรอบตัวอยู่เสมอ พวกเขาจะมีความสามารถที่หลากหลาย ชอบพูดชอบคุย พูดจาตรงไปตรงมากับสิ่งที่ตัวเองชอบหรือไม่ชอบ เช่นเดียวกันกับ ชาวราศีสิงห์ ที่มักจะชอบเป็นผู้นำเทรนด์ต่างๆเสมอ
          • มัลติโหมดที่บ่งบอกความเป็นคุณ: ต้องนี่เลย เลอโนโว โยก้า 2 โปร ที่ออกแบบอย่างลงตัวเพื่อชาวเมถุนและสิงห์ ไม่ว่ากิจกรรมของคุณจะเป็นอย่างไร หรือคุณอยู่ในช่วงอารมณ์แบบไหน คุณสามารถปรับรูปแบบของแก็ตเจ็ตนี้ได้ตามต้องการ (โหมดเต็นท์ โหมดวางตั้ง โหมดแล็ปท็อปและ โหมดแท็บเล็ต) ด้วยท่าทางที่หลายหลายขอโยก้า ทำให้คำนี้เป็นคำสุดฮิตที่นำมาใช้เรียกโหมดต่างๆในแวดวงคอมพิวเตอร์ ทำให้เป็นที่อิจฉาของแล็ปท็อปอื่นๆอีกมากมาย และ จะช่วยให้คุณเป็นผู้นำเทรนด์ตัวยงเลยทีเดียว
ราศีธนู (22 พฤศจิกายน-21 ธันวาคม) และ ราศีมังกร (22 ธันวาคม - 19 มกราคม)
          • ลักษณะนิสัย:ชาวราศีธนูเป็นบุคคลที่ชอบแสดงออกและเป็นผู้ที่ชอบสร้างความแตกต่างแปลกใหม่ เพื่อสร้างสรรค์ให้ทุกวันไม่จำเจ เป็นชาวราศีที่มีพลังในการทำงานไม่สิ้นสุด เช่นเดียวกับ ชาวราศีมังกรที่จะคอยผลักดันตัวเองไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ จนประสบความสำเร็จให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ท่ามกลางสังคมของพวกเขา ชาวราศีมังกรชอบที่จะเป็นผู้นำและได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือครอบครัวก็ตาม
          • มัลติโหมดที่บ่งบอกความเป็นคุณ: อุปกรณ์ที่สร้างสรรค์มาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะด้านนวัตกรรม ความสร้างสรรค์ หรือความสามารถในการปรับรูปแบบการใช้งานได้ถึงสามโหมด แน่นอน เรากำลังพูดถึง เลอโนโว โยก้าแท็บเล็ต ความสมบูรณ์แบบที่ลงตัวของอุปกรณ์มัลติโหมดสุดล้ำหน้าเหมาะกับบุคลิกมาดผู้นำแบบชาวราศีธนูและมังกร ที่จะคอยเป็นอุปกรณ์เสริมสร้างการทำงานของคุณไปอย่างไร้ขอบเขต ด้วย แบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 18 ชั่วโมง คุณจะสามารถแน่ใจได้ว่าไม่ว่าคุณจะเดินทางไปที่ไหน เลอโนโว โยก้าแท็บเล็ตพร้อมไปกับคุณ ฉีกทุกกดการดีไซน์ที่ล้ำกว่าใคร
ราศีกุมภ์ (20 มกราคม-18 กุมภาพันธ์) และ ราศีมีน (21 มีนาคม - 19 เมษายน)
          • ลักษณะนิสัย: ชาวราศีกุมภ์นั้นเป็นคนที่มุ่งมั่น มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและจะไม่ยอมให้อารมณ์หรือความอ่อนไหวใดๆ มาเป็นอุปสรรคกั้นขวางความสำเร็จของพวกเธอโดยเด็ดขาด ในขณะที่ชาวราศีมีนมีความกระตือรือร้น และมักจะประสบความสำเร็จตามความตั้งใจที่แน่วแน่ โดยมากจะเป็นนักปฎิบัติมากกว่านักพูด
          • มัลติโหมดที่บ่งบอกความเป็นคุณ: ธิงค์แพด 8 หน้าจอขนาด 8 นิ้วมาพร้อมระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 เหมาะสำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนตลอดเวลา และกำลังมองหาอุปกรณ์ที่ให้ประสิทธิภาพสูงในการใช้งาน ด้วยเทคโนโลยีระบบสัมผัสแบบ 10 นิ้ว ช่วยทำให้คุณสามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ทำให้ไอเดียสะดุดทุกครั้งที่ต้องการเขียนข้อความอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้คุณยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการท่องอินเทอร์เน็ตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ราศีเมษ (20 เมษายน-20 พฤษภาคม) และ ราศีกรกฎ (21 มิถุนายน - 22 กรกฎาคม)
          • ลักษณะนิสัย: ชาวราศีเมษมักแสวงหาชีวิตและการแต่งงานที่มั่นคง ร่ำรวย และมีความสุข ชาวราศีนี้มักจะตกหลุมรักอย่างจังกับคนที่พวกเขาได้พบและสัมผัส เช่นเดียวกับชาวราศีกรกฎที่ความโรแมนติกคือสิ่งที่มีค่าเหนืออื่นใด ชาวราศีนี้จะมีเสน่ห์และต้องการความสัมพันธ์ที่โรแมนติก และคู่ที่มีความพร้อมทางการเงิน
          • มัลติโหมดที่บ่งบอกความเป็นคุณ: คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะแบบออล-อิน-วัน เฟล็กซ์ 20 เป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับการใช้งานสำหรับคู่รักด้วยขนาดที่พอดี มาพร้อมหน้าจอ ขนาด 20 นิ้ว ที่ทำให้คู่รักสามารถใช้ช่วงเวลาแห่งความโรแมนติกร่วมกันในการทำกิจกรรมหวานๆเล่นเกมส์บนหน้าจอมัลติทัช 10 นิ้ว พร้อมแบตเตอรี่ที่คุณไม่ต้องปวดหัวกับการจัดการสายไฟที่ระโยงระยางรกรุงรังตลอดช่วงเวลาแห่งความสุขของคุณ
ราศีกันย์ (23 สิงหาคม-22 กันยายน) และ ราศีตุลย์ (23 กันยายน - 22 ตุลาคม)
          • ลักษณะนิสัย: ชาวราศีกันย์เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ อ่อนไหวในอารมณ์ง่าย และก็ยังเป็นคนที่ซื่อสัตย์มากๆด้วย ชาวราศีนี้จะรู้สึกยินดีที่ให้ผู้อื่นได้ออกหน้าบ้าง ส่วนชาวราศีตุลย์นั้นมาพร้อมเสน่ห์ที่ล้นเหลือ เป็นคนที่ทะเยอทะยานและขยันสุดๆ นอกจากนี้ยังมองหาชีวิตที่เรียบง่ายและมั่นคง
          • มัลติโหมดที่บ่งบอกความเป็นคุณ: แล็ปท็อป เฟล็กซ์ แบบมัลติโหมดคือดีไวซ์สุดเริ่ดสำหรับชาวสองราศีนี้ นอกจากประสิทธิภาพที่อัดแน่นมาอย่างครบครันแล้วยังเต็มเปี่ยมไปด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น มาพร้อมความบางเฉียบขนาด 1 นิ้ว และน้ำหนักที่เบาเพียง 2.27 กรัมเท่านั้น ทั้งยังสามารถกางหน้าจอได้กว้างถึง 300 องศา และสามารถตั้งเป็นโหมด Stand Mode เพื่อชมภาพยนต์ และใช้งานในระบบสัมผัสได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ราศีมีน (19 กุมภาพันธ์ - 20 มีนาคม) และ ราศีพฤษจิก (23 ตุลาคม - 21 พฤศจิกายน)
          • ลักษณะนิสัย:ชาวราศีมีนมีนิสัยที่ไม่ชอบอยู่อย่างเหงาๆคนเดียวเขามีพลังในการชิดแชทปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี สิ่งหนึ่งที่ละม้ายคล้ายชาวชาวราศีพิจิก ก็คือความมีเสน่ห์อย่างเหลือหลาย และเป็นคนที่มีความสามารถเรียกได้ว่าเก่งเกินอายุเลยทีเดียว นอกจากนี้ เสน่ห์ของพวกเขายังเป็นแรงกระตุ้นให้คนรอบข้าง เสมือนแรงบันดาลในในการทำงานได้เลยทีเดียว
          • มัลติโหมดที่บ่งบอกความเป็นคุณ:คุณสมบัติ ลื่นไหล ทันสมัย น้ำหนักเบาหวิว คือสิ่งที่รวมอยู่ในเครื่องเดียวอย่าง เลอโนโว ฮอไรซอน มัลติโหมด เทเบิ้ล พีซี ที่ออกแบบมาอย่างลงตัวเหมาะกับชาวราศีมีนและราศีพิจิก ผู้มากด้วยเสน่ห์และความสามารถรอบตัว ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 27 นิ้ว และดีไซน์เฉพาะทำให้สามารถใช้งานรูปแบบโหมดตั้งตรงเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับคุณและผองเพื่อน อีกทั้งยังมีเกมส์กระชับมิตรสนุกสนานอีกมากมาย ความไม่ธรรมดาอยู่ที่สามารถเล่นพร้อมกันได้หลายคน เพื่อนๆที่มาร่วมปาร์ตี้จะต้องอยากเป็นเจ้าของสักเครื่องแน่นอน!
เครดิตภาพประกอบราศี: signsanddisplays.wordpress.com
ขอบคุณที่มา: บริษัท สปาร์ค คอมมิวนิเคชั่นส์
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com